บทความ / ร้านขายยา
ร้านยาตั้งราคาสองราคา บัตรทอง/ประกันสังคม ในระบบ POS ยังไงไม่ให้แคชเชียร์งงตอนคิดเงิน
ร้านยาที่รับบัตรทอง/ประกันสังคมตั้งราคาสองราคาในระบบ POS ได้โดยตั้ง "ราคาสิทธิเบิก" กับ "ราคาเงินสด" แยกไว้ที่ตัวสินค้าตั้งแต่ต้น แล้วให้ระบบดึงราคาที่ถูกต้องขึ้นอัตโนมัติตามประเภทการขายที่แคชเชียร์เลือกตอนเปิดบิล — ไม่ใช่ให้พนักงานพิมพ์ราคาเองหรือจำเป็นรายตัวยา วิธีนี้ตัดปัญหาคิดเงินผิดราคาที่ร้านยารับสิทธิเจอกันบ่อยที่สุด
ถ้าร้านคุณเพิ่งเริ่มรับบัตรทองหรือประกันสังคม หรือกำลังปวดหัวเพราะแคชเชียร์กดราคาสลับกันอยู่บ่อยๆ บทความนี้จะพาไล่ทีละขั้นว่าทำไมปัญหานี้เกิด แล้วตั้งระบบยังไงให้จบ
ทำไมร้านยาที่รับบัตรทอง/ประกันสังคมต้องตั้งราคาสองราคา
เพราะราคาที่เบิกได้จากสิทธิบัตรทองหรือประกันสังคมถูกกำหนดตายตัวจากหน่วยงานต้นสังกัด ไม่ใช่ราคาที่ร้านตั้งเองเหมือนขายหน้าร้านปกติ ยาตัวเดียวกันจึงมีสองราคาอยู่ในระบบพร้อมกัน — ราคาที่เบิกกับสิทธิ กับราคาที่ขายลูกค้าจ่ายเงินสด
ปัญหาคือ POS ทั่วไปที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับร้านยาโดยเฉพาะ มักมีช่องราคาให้กรอกแค่ราคาเดียวต่อสินค้า พอร้านต้องขายสองราคา แคชเชียร์เลยต้องแก้ราคาหน้างานเอง หรือแย่กว่านั้นคือ "จำ" ราคาสิทธิของยาแต่ละตัวเอาไว้ในหัว ซึ่งพอยาในร้านมีเป็นร้อยเป็นพันรายการ ไม่มีทางจำได้ครบและไม่มีทางไม่พลาด
ตั้งราคาสองราคาผิดจุดแล้วเกิดอะไรตามมา
ผลที่ตามมาตรงที่สุดคือเงินขาดบัญชีตอนปิดยอดท้ายวัน เพราะขายราคาสิทธิให้ลูกค้าเงินสด หรือขายราคาเงินสดให้เคสที่ควรเบิกสิทธิ ทั้งสองแบบทำให้ยอดขายจริงกับยอดที่ควรได้ไม่ตรงกัน เภสัชกรต้องมานั่งไล่บิลย้อนหลังว่าพลาดตรงไหน
อีกจุดที่กระทบหนักกว่าคือเรื่องเบิกจ่าย ถ้าบิลที่ส่งเบิกสิทธิบันทึกราคาผิดไปจากที่หน่วยงานกำหนด อาจถูกตีกลับหรือเบิกไม่ได้เต็มจำนวน ร้านต้องรับภาระส่วนต่างเอง และถ้าเอกสารไม่ตรงกันบ่อยๆ ก็เป็นจุดที่ สสจ. อาจตั้งข้อสังเกตตอนตรวจร้านได้เช่นกัน
พูดง่ายๆ คือความผิดพลาดเล็กๆ ตรงหน้าจอคิดเงิน ไปโผล่เป็นปัญหาใหญ่ตอนปิดบัญชีและตอนส่งเอกสารเบิก
ตั้งราคาสองระดับใน PharmaPOS ทำยังไง
หลักการคือแยกราคาออกจากตัว "สิทธิการขาย" ไม่ใช่แยกจากตัวคน ทำตามลำดับนี้
ขั้นที่ 1 — ตั้งราคาสองช่องที่ตัวสินค้า ทุกรายการยาในระบบมีช่องราคาแยกไว้ให้กรอกทั้งราคาขายเงินสดปกติ และราคาสิทธิเบิก ตั้งครั้งเดียวตอนตั้งสินค้าหรือตอนรับยาเข้าสต็อกพร้อมกับข้อมูล lot และวันหมดอายุ ไม่ต้องมาแก้ทีหลังทุกครั้งที่ขาย
ขั้นที่ 2 — กำหนดประเภทการขายไว้ในระบบ แยกเป็นกลุ่ม เช่น ขายเงินสด / เบิกบัตรทอง / เบิกประกันสังคม แต่ละกลุ่มผูกกับราคาที่ตั้งไว้ในขั้นแรกอัตโนมัติ ไม่ต้องมาไล่จับคู่ยากับราคาเองทุกบิล
ขั้นที่ 3 — เลือกประเภทการขายตอนเปิดบิล ก่อนเริ่มสแกนยา พอเลือกแล้ว ทุกตัวที่สแกนหรือกดขายในบิลนั้นจะดึงราคาตามประเภทที่เลือกไว้ทันที แคชเชียร์ไม่ต้องมานั่งเช็คราคาทีละรายการ ระบบเลือกให้ตั้งแต่ต้นบิล
แคชเชียร์กดยังไงไม่ต้องจำราคาเอง
ตัวช่วยสำคัญคือหน้าขายแบบ keyboard-first ที่ไม่ต้องเมาส์ไล่คลิกทีละเมนู แคชเชียร์กดเลือกประเภทบิล (เงินสด/บัตรทอง/ประกันสังคม) ด้วยปุ่มลัดตั้งแต่ก่อนเริ่มสแกนยา จากนั้นก็สแกนบาร์โค้ดหรือค้นชื่อยาไปเรื่อยๆ ตัดสต็อกอัตโนมัติทีละรายการโดยราคาที่ขึ้นหน้าจอเป็นราคาที่ตรงกับประเภทบิลอยู่แล้ว ไม่ต้องหยุดถามหัวหน้าร้านหรือเปิดสมุดโน้ตราคาข้างเครื่อง
ข้อดีของแนวทางนี้คือพนักงานใหม่ที่ยังไม่คุ้นราคายาทุกตัว ก็กดขายได้ถูกตั้งแต่วันแรก เพราะระบบเป็นคนจำราคาแทน ไม่ใช่ให้คนจำ เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับร้านที่พนักงานหน้าร้านเปลี่ยนบ่อย เพราะระบบขายที่เรียนรู้ได้เร็วตั้งแต่กะแรกช่วยลดเวลาเทรนคนใหม่ไปได้เยอะ ไม่ต้องมานั่งท่องราคาก่อนขึ้นเครื่องขาย
ปิดยอดขายท้ายวัน แยกสิทธิเบิก vs เงินสด ยังไงไม่ให้บัญชีสับสน
ระบบต้องแยกยอดขายตามประเภทบิลให้อัตโนมัติตั้งแต่ตอนขาย ไม่ใช่มาไล่แยกทีหลังตอนปิดยอด เพราะทุกบิลถูกแท็กประเภทไว้แล้วจากขั้นตอนเลือกก่อนเปิดบิล ตอนปิดยอดท้ายวันเภสัชกรจะเห็นสรุปแยกชัดเจนว่าวันนี้ขายเงินสดเท่าไหร่ ขายผ่านสิทธิบัตรทองเท่าไหร่ ผ่านประกันสังคมเท่าไหร่ กระทบยอดเงินสดในลิ้นชักกับยอดขายเงินสดล้วนได้ตรงจุด ไม่ปนกับยอดเบิกที่ยังไม่ได้รับเงินจริง
ตารางด้านล่างสรุปให้เห็นภาพความต่างของสองราคานี้แบบคร่าวๆ
| หัวข้อ | ราคาเงินสด | ราคาสิทธิเบิก (บัตรทอง/ประกันสังคม) |
|---|---|---|
| ใครเป็นคนตั้งราคา | ร้านตั้งเอง | หน่วยงานต้นสังกัดกำหนด |
| จ่ายเมื่อไหร่ | ลูกค้าจ่ายทันทีหน้าร้าน | ร้านรอเบิกคืนภายหลัง |
| ตอนปิดยอด | นับรวมในเงินสดลิ้นชัก | แยกสรุปรอเอกสารเบิก |
| ความเสี่ยงถ้าตั้งราคาผิด | ขาดกำไรต่อบิล | เบิกไม่ได้เต็มจำนวน/ตีกลับ |
พอแยกได้ตั้งแต่หน้าขาย เอกสารสรุปส่งเบิกก็พร้อมส่งได้เลยโดยไม่ต้องนั่งไล่คัดบิลทีละใบ ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับที่ต้องคุมให้ดีคู่กับฟีเจอร์ที่ร้านขายยาเฉพาะทางต้องมีต่างจาก POS ร้านค้าทั่วไป เพราะ POS ทั่วไปไม่ได้ออกแบบมารองรับการขายแบบหลายสิทธิพร้อมกันตั้งแต่ต้น
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ร้านยาที่ยังไม่ได้รับบัตรทอง/ประกันสังคม ต้องตั้งราคาสองระดับไว้ก่อนไหม ไม่จำเป็นต้องตั้งก่อน แต่ถ้าอยู่ระหว่างเตรียมเข้าร่วมโครงการ ตั้งช่องราคาสิทธิเบิกรอไว้ตั้งแต่ตอนนี้จะสะดวกกว่า เพราะไม่ต้องมาแก้สินค้าทีละตัวย้อนหลังตอนเริ่มรับสิทธิจริง
ถ้ายาตัวเดียวกันมีทั้งราคาบัตรทองและราคาประกันสังคมที่ต่างกัน ทำยังไง ตั้งเป็นประเภทการขายแยกกันคนละกลุ่ม แต่ละกลุ่มผูกราคาของตัวเองได้อิสระ ไม่ต้องใช้ราคาเดียวปนกันทั้งสองสิทธิ
พนักงานลืมเลือกประเภทบิลก่อนขาย แก้ไขย้อนหลังได้ไหม แก้ไขบิลย้อนหลังได้ตามสิทธิ์การใช้งานที่กำหนดไว้ แต่แนะนำให้ฝึกให้แคชเชียร์เลือกประเภทบิลเป็นขั้นตอนแรกก่อนสแกนยาทุกครั้ง เพื่อลดงานแก้ไขย้อนหลังและลดความเสี่ยงยอดขาดตอนปิดบัญชี
ต้องใช้แพ็กเสียเงินถึงจะตั้งราคาสองระดับได้ไหม แพ็ก Free ของ PharmaPOS ใช้งานได้ฟรีตลอดไป และได้ทะเบียนยา ขย.9/ขย.10/ขย.11 ครบตั้งแต่แพ็กฟรี เหมาะกับร้านสาขาเดียวที่อยากเริ่มจัดระบบราคาให้เรียบร้อยโดยไม่มีต้นทุนเพิ่ม
ร้านที่ยังปล่อยให้แคชเชียร์จำราคาสิทธิเองอยู่ ทุกวันที่ผ่านไปคือความเสี่ยงเงินขาดบัญชีสะสมโดยไม่รู้ตัว ลองเข้าไปตั้งค่าราคาสองระดับดูจริงที่ pharmaposthai.vercel.app สมัครแพ็ก Free ได้ทันทีไม่มีค่าแรกเข้า หรือถ้าอยากลองฟีเจอร์เต็มระบบ กดทดลองใช้ Pro ฟรี 7 วัน ไม่ต้องใส่บัตรเครดิต เริ่มตั้งราคาให้ถูกตั้งแต่บิลแรกวันนี้ ก่อนที่ยอดขาดบัญชีปลายเดือนจะบานปลายไปมากกว่านี้