บทความ / ร้านขายยา
คุมสต็อกวิตามิน อาหารเสริมร้านขายยา ต่างจากสต็อกยามีทะเบียนตรงไหน
วิตามิน สมุนไพร และอาหารเสริมในร้านขายยา ต่างจากยามีทะเบียนตรงที่ไม่ต้องมีเลขทะเบียน อย. แบบยา ไม่มีข้อบังคับเรื่อง lot number หรือรายงานขาย-รายงานซื้อผ่านระบบ ขย.9/10/11 เหมือนยาควบคุม แต่พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาซื้อของกลุ่มนี้จากร้านยามากขึ้นทุกปี ทำให้ร้านที่ยังคุมสต็อกด้วยระบบเดียวกับยา เริ่มเจอปัญหาสต็อกปนกัน นับยาก และเสี่ยงตรวจสอบไม่ผ่านโดยไม่รู้ตัว
ทำไมยอดขายวิตามิน สมุนไพร อาหารเสริมในร้านขายยาถึงเพิ่มขึ้นทุกปี
เพราะคนไข้เดินเข้าร้านยาด้วยความคุ้นเคยที่มีเภสัชกรให้คำแนะนำ ต่างจากซื้อผ่านออนไลน์ที่ไม่รู้ว่าของแท้หรือเก็บถูกวิธีไหม กลุ่มผู้บริโภควัยทำงานที่ดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (ไม่ใช่แค่มารักษาตอนป่วย) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และร้านยาเองก็ผลักดันสินค้ากลุ่มนี้เพราะมาร์จิ้นดีกว่ายาสามัญหลายตัว
ผลคือ ชั้นวางร้านยาวันนี้ไม่ได้มีแค่ยา แต่มีทั้งวิตามินซี น้ำมันปลา สารสกัดสมุนไพร คอลลาเจน โปรไบโอติก เรียงกันเต็มชั้น บางร้านสัดส่วนยอดขายกลุ่มนี้ขยับขึ้นมาเทียบเท่ายาที่ไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์แล้ว แต่ระบบหลังบ้านของหลายร้านยังไม่ได้ปรับตาม ยังใช้วิธีคุมสต็อกแบบเดิมที่ออกแบบมาสำหรับยาอย่างเดียว
สต็อกวิตามิน อาหารเสริม ต่างจากสต็อกยามีทะเบียนตรงไหน
ต่างกันตรงที่ยามีทะเบียนต้องผูกกับ lot และวันหมดอายุตามกฎหมาย ต้องรายงานเข้าระบบ ขย. ส่วนวิตามิน-อาหารเสริมทั่วไปไม่มีข้อบังคับนี้ ทำให้จัดการง่ายกว่าในแง่เอกสาร แต่ยากกว่าในแง่การตรวจสอบย้อนหลัง
ลองดูตารางเทียบง่ายๆ:
| ประเด็น | ยามีทะเบียน | วิตามิน/อาหารเสริม |
|---|---|---|
| เลขทะเบียน | มีเลข อย. บนกล่อง | ส่วนใหญ่มีเลข อย. อาหาร (คนละระบบกับยา) |
| lot / วันหมดอายุ | บังคับตาม กม. ต้องคุมแบบ FEFO | ไม่บังคับ แต่ควรคุมเพื่อลดของค้าง |
| รายงานขาย-ซื้อ | ยาควบคุม/วัตถุออกฤทธิ์ต้องส่งรายงาน ขย.9/10/11 | ไม่ต้องส่งรายงานตามระบบ ขย. |
| ความเสี่ยงเวลาตรวจ | สสจ./อย. ตรวจสต็อกยาควบคุมเข้มงวด | ตรวจน้อยกว่า แต่ถ้าปนกับสต็อกยา ตรวจยากขึ้น |
จุดที่ร้านส่วนใหญ่พลาดคือ เพราะวิตามิน-อาหารเสริมไม่มีข้อบังคับด้าน lot เลยปล่อยให้เข้าออกสต็อกแบบหลวมๆ ไม่ได้ผูก barcode ไม่ได้จัดหมวดแยก พอถึงเวลาตรวจนับสต็อกประจำปีหรือปิดยอดขายประจำวัน ตัวเลขจึงเพี้ยนโดยไม่รู้สาเหตุ
ทำไมเอาสต็อกอาหารเสริมไปปนกับสต็อกยาไม่ได้
เพราะยามีทะเบียนต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ทุก lot แต่ถ้าระบบหลังบ้านไม่แยกหมวด อาหารเสริมที่ไม่มี lot จะไปปนอยู่ในตารางเดียวกับยาที่ต้องมี ทำให้รายงานที่ต้องส่งหน่วยงานคลาดเคลื่อนตามไปด้วย
ปัญหาที่พบบ่อยเวลาสต็อกปนกัน:
- นับสต็อกประจำปีผิด — พนักงานนับปนโดยไม่รู้ว่าอันไหนต้องมี lot อันไหนไม่ต้องมี ตัวเลขในระบบกับของจริงไม่ตรงกัน
- รายงาน ขย. ผิดเพี้ยน — ถ้าระบบดึงข้อมูลสต็อกรวมกันหมด อาหารเสริมที่ไม่ควรอยู่ในรายงานยาควบคุมอาจหลุดเข้าไปปน ทำให้เอกสารส่ง สสจ. ไม่ตรง
- ปิดยอดขายประจำวันไม่ลงตัว — เงินสดขาดบัญชีเพราะแยกไม่ออกว่าของหายเป็นยาหรือวิตามิน ต้องมานั่งไล่ทีละบิล
- สั่งซื้อผิดจังหวะ — อาหารเสริมขายเร็วกว่ายาบางตัว ถ้าระบบแจ้งเตือนสต็อกใกล้หมดไม่แยกหมวด ร้านอาจสั่งยาซ้ำแต่อาหารเสริมขาดสต็อกโดยไม่รู้ตัว
ร้านที่เพิ่งเปลี่ยนจาก Excel มาใช้โปรแกรมมักเจอปัญหานี้หนักสุด เพราะตอนย้ายข้อมูลมักโยนทุกอย่างลงตารางเดียวกันไปก่อน แล้วค่อยมาปวดหัวทีหลัง ถ้าร้านคุณกำลังจะย้ายระบบ อ่านวิธีนับสต็อกตอนย้ายจาก Excel เข้าระบบไม่ให้ตัวเลขเพี้ยนก่อนเริ่มจะช่วยประหยัดเวลาแก้ปัญหาทีหลังได้มาก
ร้านขายยาต้องปรับระบบหลังบ้านยังไงให้คุมสต็อกหลายประเภทได้ถูกต้อง
ต้องแยกหมวดสินค้าตั้งแต่ตอนคีย์เข้าระบบ ไม่ใช่แยกทีหลังตอนมีปัญหา คือกำหนดให้ระบบ POS รู้ตั้งแต่แรกว่าตัวไหนคือ "ยาที่ต้องมี lot/ขย." กับตัวไหนคือ "สินค้าทั่วไปที่ไม่ต้องมี" แล้วให้ระบบจัดการแยกกันอัตโนมัติ
สิ่งที่ต้องทำจริงมี 4 อย่าง:
- ตั้งหมวดสินค้าแยกชัดตั้งแต่ต้น เช่น ยาควบคุม / ยาสามัญ / วิตามิน / สมุนไพร / เวชสำอาง แต่ละหมวดกำหนดฟิลด์ข้อมูลต่างกันได้ ไม่บังคับ lot กับหมวดที่ไม่จำเป็น
- สแกนบาร์โค้ดตัดสต็อกแยกหมวดอัตโนมัติ เวลาขายหน้าร้าน ระบบต้องรู้เองว่าบิลนี้มีทั้งยาและอาหารเสริมปนกัน แล้วตัดสต็อกคนละชุดข้อมูลโดยพนักงานไม่ต้องมาเลือกเอง
- ให้ทะเบียน ขย.9/10/11 ดึงเฉพาะสต็อกยาควบคุมจริง ไม่ปนอาหารเสริมเข้าไปในรายงาน ลดความเสี่ยงเอกสารผิดตอนตรวจ ระบบที่ทำเรื่องนี้ให้อัตโนมัติจะตัดงานเภสัชกรที่เคยต้องมานั่งจดมือได้เยอะมาก อ่านเพิ่มได้ที่โปรแกรมทะเบียนยา ขย.9 อัตโนมัติ ต่างจากจดมือตรงไหน
- แจ้งเตือนสต็อกใกล้หมด/ใกล้หมดอายุแยกตามหมวด อาหารเสริมขายเร็ว ต้องสั่งซื้อถี่กว่ายาบางกลุ่ม ถ้าระบบแจ้งเตือนรวมกันหมดจะสั่งของผิดจังหวะ
ส่วนเรื่อง FEFO (First Expired, First Out) แม้อาหารเสริมไม่บังคับตามกฎหมาย แต่ร้านที่ทำ FEFO ให้ครบทุกหมวด รวมวิตามิน-สมุนไพรด้วย จะลดของค้างหมดอายุได้มากกว่าร้านที่ทำเฉพาะยา เพราะอาหารเสริมก็มีวันหมดอายุ แค่ไม่มีบทลงโทษทางกฎหมายถ้าหมดอายุคาชั้น แต่ขาดทุนจริงเหมือนกัน
โปรแกรมร้านขายยาแบบไหนช่วยคุมสต็อกวิตามิน-อาหารเสริมได้โดยไม่ปนกับยา
ต้องเป็นโปรแกรมที่ออกแบบให้ตั้งหมวดสินค้าได้อิสระ ไม่บังคับทุกตัวให้มี lot เหมือนยา แต่ก็ให้เลือกเปิด lot/FEFO ได้เมื่อจำเป็น พร้อมแยกรายงาน ขย. ให้ดึงเฉพาะยาควบคุมจริงโดยอัตโนมัติ
PharmaPOS ออกแบบมาให้รองรับตรงจุดนี้ ตั้งแต่แพ็กฟรีก็จัดหมวดสินค้าแยกยา-วิตามิน-อาหารเสริมได้ สต็อกยาคุม lot/วันหมดอายุแบบ FEFO ส่วนทะเบียน ขย.9/ขย.10/ขย.11 ดึงข้อมูลจากการขายหน้าร้านให้อัตโนมัติโดยไม่ปนกับสต็อกอาหารเสริม ขายหน้าร้านแบบคีย์บอร์ดเร็ว ใบเสร็จ 80mm ครบตามที่ร้านยาต้องใช้จริง ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกยี่ห้อไหน ลองอ่านเทียบโปรแกรมร้านขายยา 6 เจ้าที่ร้านยาไทยใช้จริงประกอบการตัดสินใจได้
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
วิตามินและอาหารเสริมต้องมีเลขทะเบียน อย. ไหม ส่วนใหญ่ต้องมีเลข อย. อาหาร (ขึ้นต้นด้วยตัวเลข 13 หลัก) แต่เป็นคนละระบบกับทะเบียนยา ขย. ไม่ต้องผ่านขั้นตอนขึ้นทะเบียนแบบยาควบคุม
ถ้าไม่คุม lot อาหารเสริมเลย จะมีปัญหาไหม ไม่ผิดกฎหมาย แต่เสี่ยงของหมดอายุค้างสต็อกโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่มีระบบเตือนล่วงหน้า ทำให้ขาดทุนจากของเสียสะสมได้มากกว่าที่คิด
ร้านขายยาสาขาเดียว งบน้อย จำเป็นต้องแยกระบบสต็อกยากับอาหารเสริมไหม จำเป็น แม้เป็นสาขาเดียว เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ขนาดร้าน แต่อยู่ที่จำนวนหมวดสินค้าที่ปนกันในระบบเดียว ร้านเล็กที่แยกหมวดตั้งแต่ต้นจะนับสต็อกและปิดยอดง่ายกว่าร้านใหญ่ที่ไม่เคยแยก
เปลี่ยนจาก Excel มาใช้โปรแกรมร้านขายยา ต้องทำอะไรก่อนเรื่องสต็อกวิตามิน-อาหารเสริม ก่อนย้ายข้อมูล ควรจัดหมวดสินค้าในไฟล์ Excel ให้ชัดก่อนว่าตัวไหนคือยาต้องมี lot ตัวไหนไม่ต้องมี แล้วค่อยนำเข้าระบบใหม่ตามหมวดที่แยกไว้ จะลดงานแก้ตัวเลขทีหลังได้มาก
โปรแกรมร้านขายยาที่คุมสต็อกแยกหมวดแบบนี้ ทดลองใช้ฟรีได้ไหม ได้ ส่วนใหญ่มีให้ทดลองใช้ฟรี 7 วันก่อนตัดสินใจ ควรลองตั้งหมวดสินค้าจริงของร้านดูก่อนว่าระบบรองรับการแยกยา-วิตามิน-อาหารเสริมได้ตรงกับหน้างานจริงหรือไม่
ถ้าร้านคุณกำลังเจอปัญหาสต็อกยาปนกับวิตามิน-อาหารเสริมอยู่ตอนนี้ ลองเข้าไปตั้งหมวดสินค้าจริงของร้านดูได้ที่ pharmaposthai.vercel.app แพ็กฟรีใช้ได้ 1 สาขา 300 บิล/เดือน ไม่ต้องใส่บัตรเครดิต ลองแยกสต็อกให้ถูกตั้งแต่วันนี้ ก่อนถึงรอบตรวจนับสต็อกประจำปีครั้งหน้า